ต้อกระจก

6 วิธีป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

การเกิดต้อกระจก(Cataracts) คือ ภาวะที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมัว ทำให้แสงไม่สามารถเข้าไปในตาได้ตามปกติ จึงส่งผลให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัว เมื่อจอประสาทตารับภาพได้ไม่ชัดเจนผู้ป่วยจึงมองเห็นภาพต่างๆ อย่างพร่ามัว แต่โรคต้อกระจกไม่ได้ทำให้มีอาการเจ็บหรือระคายเคืองใดๆ ที่ตา โดยอาจเกิดกับตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ไม่สามารถแพร่กระจายจากตาข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้

 

สาเหตุการณ์เกิดต้อกระจก

เลนส์แก้วตาของคนเราประกอบด้วยน้ำและโปรตีนเป็นส่วนมาก ซึ่งโปรตีนเหล่านี้จะเรียงตัวเป็นระเบียบทำให้แสงผ่านเข้าสู่เลนส์ได้ และเลนส์มีลักษณะใส ซึ่งต้อกระจกเกิดจากโปรตีนในเลนส์แก้วตาสะสมเป็นกลุ่มโดยปกคลุมพื้นที่ในบริเวณแก้วตาจนทำให้เลนส์ขุ่นมัวหรือนิวเคลียสแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยความเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น และพบมากในผู้อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ ต้อกระจกในวัยสูงอายุ ต้อกระจกจากการผ่าตัดรักษาโรคตาชนิดอื่น โรคต้อกระจกยังอาจมีสาเหตุจากบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยด้วยโรคนี้ หรือการรับประทานอาหารที่มีวิตามินไม่ครบถ้วน การเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานในชีวิตประจำวัน การเกิดต้อกระจกจากอุบัติเหตุ การถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และเกิดจากความผิดปกติของตาเอง เกิดจากการใช้ยาบางชนิด อย่าง ยาลดความอ้วน ยาหยอดตา รวมทั้งการถูกรังสีบางอย่างกระทบที่ตาเป็นเวลานานรวมทั้งพฤติกรรมเสี่ยงต่างอย่างการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก

วิธีป้องกันต้อกระจกก่อนวัยอันควร

โรคนี้ไม่สามารถป้องกันได้อย่างเต็ม 100% เพราะเป็นโรคที่เสื่อมตามวัย แต่คุณสามารถป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควรและชะลอให้โรคนี้เกิดช้าลงได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ตามนี้

 

1.การตรวจสายตาเป็นประจำ

การตรวจสายตาเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเผชิญกับอาการที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปและผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจดวงตาโดยวิธีขยายม่านตาทุกๆ ปี

2.เลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรง

การสวมหมวกมีปีกหรือแว่นกันแดด ที่ถือเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรง เพื่อป้องกันอันตรายต่อดวงตาจากแสงยูวี หากทำสม่ำเสมอจะช่วยลดการเกิดต้อกระจกได้ ควรสวมแว่นกัดแดดเมื่ออยู่กลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดจ้า เพื่อช่วยกรองแสงอัลตราไวโอเลต และไม่มองจ้องดวงอาทิตย์โดยตรง รวมทั้งการพักสายตาเป็นระยะหากต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน

3.หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะยาเข้าสเตียรอยด์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น หากไม่อยากเป็นต้อกระจก ไม่ควรกินยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ รวมไปถึงการใช้ยาลดความอ้วนบางชนิด

 

4.หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา

ระวังอย่าให้ดวงตาถูกกระทบกระแทกหากจะต้องทำงานที่มีโอกาสเสี่ยงต่อดวงตา ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อดวงตาเพื่อไม่ให้เกิดโรคต้อกระจกได้

 

5.ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ

ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งจักษุแพทย์มักแนะนำให้ทุกคนควรไปตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี โดยสามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่เมื่อมีอายุประมาณ 18 ปี หากมีอาการก็สามารถไปพบแพทย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ

 

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

นอกจากการงดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จัดจะช่วยชะลดหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอสูง ๆ อย่าง แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอสุก กล้วย โปรตีนจากปลา ไข่ เนย นม ตับสัตว์ และอาหารจำพวกวิตามินที่มีสารอนุมูลอิสระ

 

โรคต้อกระจกในระยะแรก ๆ บรรเทาได้ด้วยการตัดแว่นสายตาใหม่ และสวมแว่นกันแดดกันแสงสะท้อน หรือการใช้เลนส์ขยายจนกว่าต้อกระจกจะเริ่มกระทบต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาเดียวในปัจจุบัน โดยต้องใช้เวลาในการมองเห็นหลังการผ่าตัดจึงจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปกติ ส่วนการใช้ยาหยอดตาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ ก่อนซื้อยาหยอดตาทุกชนิดมาใช้เองควรปรึกษาแพทย์ และควรจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีแสงสว่างที่พอดีและสบายต่อการมองเห็น แค่นี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกได้แล้ว

Related Post

สัญญาณเตือนโรคร้ายของดวงตาที่คุณอาจมองข้าม... เมื่อร่างกายกำลังเจอกับโรคร้าย อย่างแรกที่กลไกในร่างกายของเราจะทำก็คือการส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นรูปแบบของอาการเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งหลายคนอาจจ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *